บทความ

อยากเรียนภาษาอังกฤษควรเริ่มต้นตรงไหนถึงดีที่สุด

อยากเรียนภาษาอังกฤษควรเริ่มต้นตรงไหนถึงดีที่สุดเชื่อเลยว่าใครหลายคนที่ อยากเรียนภาษาอังกฤษ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรือเริ่มต้นแบบไหนดี เพราะบางทีความเข้าใจเกี่ยวกับด้านภาษาของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน แต่ถ้าถามการเรียนตามหลักพื้นฐานแบบทั่วไป ควรเริ่มต้นที่ฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นลำดับตามนี้ จะเป็นการเรียนรู้ภาษาที่ดีที่สุด ในบทความนี้ก็จะเป็นการแนะนำว่าถ้าอยากเรียนควรจะเริ่มจากไหนดีที่สุด และควรจะเริ่มอย่างไรดี ซึ่งในส่วนนี้ถือว่าเป็นเนื้อหาการเรียนรูปแบบหนึ่งก็ว่าได้ ซึ่งทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามใจชอบ มาดูกัน อยากเรียนภาษาอังกฤษควรเริ่มต้นตรงไหนดี1.    เริ่มต้นจากการอ่านออกเสียงของพยัญชนะและสระสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยจำเป็นที่จะต้องเรียนพยัญชนะและสระทั้ง 26 ของภาษาอังกฤษทั้งหมดก่อน จากนั้นต้องรู้ว่าการออกเสียงสามารถออกได้อย่างไรบ้าง อย่าง phonics นั่นเอง2.    ต่อมาเริ่มเรียนรู้ชนิดของคำที่มีอยู่ในประโยคภาษาอังกฤษถ้า อยากเรียนภาษาอังกฤษ ได้ประสิทธิภาพจำเป็นต้องเรียนรู้ชนิดของคำก่อน โดยสามารถแบ่งออกเป็นทั้งหมดดังนี้•    Noun (คำนาม)•    Pronoun (คำสรรพนาม)•    Verb (คำกริยา)•    Adjective (คำคุณศัพท์)•    Adverb (คำวิเศษณ์)•    Preposition (คำบุพบท)•    Conjunction (คำสันธาน)•    Interjection (คำอุทาน) 3.    ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “โครงสร้างภาษาอังกฤษ” ในการที่จะสามารถเข้าใจประโยคที่สื่อสารอย่างครบถ้วน การเรียนรู้โครงสร้างภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในจุดนี้สามารถศึกษาจากการใช้ Tense ได้ แต่แนะนำว่าให้พอรู้คร่าวๆ ยังไม่ต้องลงลึกจะเป็นการดีที่สุด 4.    เริ่มต้นเรียนจากการฟังสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบหลังจากผ่านการเตรียมตัวมาสักระยะเวลาหนึ่ง ทีนี้การที่จะ อยากเรียนภาษาอังกฤษ อย่างแรกควรเริ่มต้นจากการฟัง แนะนำว่าให้เริ่มจากการฟังอะไรที่ง่ายๆ ก่อน จากนั้นค่อยเริ่มฟังอะไรที่ยากขึ้นเรื่อยๆ หรือแนะนำว่าให้เลือกฟังเรื่องที่ตัวเองชอบมากที่สุด ภาษาอังกฤษจะพัฒนาได้เป็นอย่างดี5.    ฝึกออกเสียงตามสิ่งที่ได้ยิน แม้ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรเมื่อฟังเสร็จแล้วให้ทำการออกเสียงตามจากประโยคที่ได้ยิน โดยเลียนแบบสำเนียงให้เหมือนที่สุด เพราะถือว่าเป็นประโยชน์ที่จะช่วยการสื่อสารในอนาคตได้เป็นอย่างดี และยังช่วยในเรื่องของการพูดได้อีกด้วย6.    เริ่มนำประโยคมาหา “ความหมาย” เพื่อเรียนรู้คำศัพท์เมื่อได้เรียนรู้การฟังและการพูดเป็นที่เรียบร้อย การเข้าใจความหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ แนะนำว่าให้ลองหาความหมายคำที่ไม่รู้จักขณะฟังหรือพูดมาหาความหมาย หรือจะหากลุ่มคำศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกันมาท่อง หรือจะหา 3000 คำ oxford ที่ใช้บ่อยมาท่องได้เช่นกัน7.    ฝึกฝนการอ่านและการเขียนเรียนรู้ Tense ให้มากขึ้นสุดท้ายก็คือการฝึกฝนการอ่านและการเขียน ดังนั้น Tense เป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น เข้าใจเกี่ยวกับรูปกาลเวลาอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพราะถ้าหากเข้าใจจะช่วยในการอ่านที่ดีมากขึ้น และสามารถใช้ประโยคได้ถูกแกรมม่านั่นเอง การเรียนภาษาอังกฤษต้องสม่ำเสมอเมื่อเราได้รู้ว่าถ้า อยากเรียนภาษาอังกฤษ ควรจะเริ่มต้นตรงไหน แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั่นก็คือจะเริ่มเรียนเมื่อไหร่ คำตอบนี้ขอแนะนำทุกคนเลยว่าอย่าคิดเยอะ เพราะคำตอบมีอยู่คำตอบเดียวคือ “ตอนนี้” ไม่มีอะไรดีกว่าตอนนี้อีกแล้ว เพราะถ้าหากเรามีมายเซ็ทจะเริ่มวันอื่น วันอื่นที่ว่านั้นอาจจะเลื่อนออกไปเรื่อยๆ ก็เป็นได้ ดังนั้นเริ่มตั้งแต่ตอนนี้และจัดตารางเรียนภาษาอังกฤษไว้ให้พร้อมเลย

เรียนภาษาอังกฤษผ่านหนังหรือซีรีส์อย่างไรถึงมีประสิทธิภาพ

เรียนภาษาอังกฤษผ่านหนังหรือซีรีส์อย่างไรถึงมีประสิทธิภาพ การเรียนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดคือการอยู่รายล้อมกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ทุกคน แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมเหล่านี้ขึ้นมาได้นั่นก็คือการดู “หนังหรือซีรีส์” เป็นภาษาอังกฤษในทุกๆ วัน ถ้าหากทำได้ตลอดยิ่งดีเลย เพราะเราจะคุ้นชินกับสำเนียงภาษาอังกฤษ ก็จะทำให้การเรียนง่ายขึ้นอย่างแน่นอน ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่าการเรียนภาษาอังกฤษผ่านหนังหรือซีรีส์สามารถทำได้อย่างไรบ้าง เทคนิคการดูหนังเพื่อเรียนภาษาอังกฤษนำไปใช้ได้จริง แบบที่ 1 สายดู - ฟัง – ฝึกพูด - ฝึกจำ•    ดูครั้งที่ 1 เลือกดูเรื่องที่ชอบหรือเรื่องที่ดูมานานแล้วพร้อมกับเปิดซับภาษาอังกฤษ•    ดูครั้งที่ 2 ฝึกออกสำเนียงตามนักแสดงที่พูดโดยกดหยุดเล่น (เน้นฟังแล้วพูด มากกว่าอ่านซับแล้วพูด) พร้อมกันนั้นจดศัพท์ที่ไม่รู้เอาไว้ โดยจัดเรียงแบบพจนานุกรม สามารถเปิดซับภาษาอังกฤษ๋ได้•    นำครั้งศัพท์ที่มีการจดแบบพจนานุกรมมาจำทั้งหมด เน้นว่าดูจบ 1 เรื่อง หรือ 1 ตอน ค่อยมาทำการท่องศัพท์เพื่อที่คำศัพท์ที่ไม่รู้จะไม่ต้องจำอัดแน่นจนเกินไปจุดเด่น : จะสามารถฝึกภาษาอังกฤษครอบคลุมได้ในหลายๆ ด้าน แบบที่ 2 สายดูอย่างเดียว•    ดูครั้งที่ 1 เลือกดูเรื่องที่ชอบหรือเรื่องที่ดูมานานปิดซับให้หมดเน้นการฟังและทำการปิดซับให้หมด•    ดูครั้งที่ 2 เลือกดูเรื่องที่ชอบหรือเรื่องที่ดูมานานแล้วพร้อมกับเปิดซับภาษาอังกฤษเพื่อดูว่าเข้าใจมากน้อยแค่ไหน•    ดูครั้งที่ 3 ในกรณีที่ดูครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 แล้วไม่เข้าใจเลย แนะนำให้เปิดซับไทยในการดูเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อรีเช็กความเข้าใจของตัวเองชัวร์ๆ จะได้นำไปพัฒนาจุดเด่น : จะสามารถเพิ่มทักษะการฟังและเข้าใจความหมายได้ดีมากยิ่งขึ้น แบบที่ 3 สายดู - สายฟัง - นึกภาพในหัว•    เลือกดูเรื่องที่ชอบหรือเรื่องที่ดูมานานเปิดซับไทยให้หมด เน้นเข้าใจเรื่องให้มากที่สุด•    เมื่อทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่สามารถดูหนังได้ อย่างเช่น ช่วงรถติดหรือขับรถ หรือกำลังอาบน้ำ ให้หาหนังที่เพิ่งดูมาเปิดแค่เสียง ถ้ารู้สึกเร็วไฟฟังไม่รู้เรื่องให้เปิดสโลว์•    จากนั้นให้ทำการนึกสีหน้าตัวละคร ว่าใครพูดประโยคอะไร และภายในประโยคหนังต้องการจะสื่ออะไร ตัวละครมีพฤติกรรมอะไร แบบนี้จะช่วยให้เกิดการจำแบบเป็นภาพ เพิ่มการจำแบบระยะยาวได้ดีมากขึ้นจุดเด่น : เปลี่ยนจากการจำแบบท่อง เป็นการจำแบบภาพ เลือก เรียนภาษาอังกฤษ ผ่านหนังหรือซีรีส์สำหรับเทคนิคที่อยากจะแนะนำให้ลองนำปรับไปใช้จะมีทั้งหมด 3 อย่าง ที่ทุกคนสามารถเลือกตามความถนัดได้ หรือจะเลือกตามความสะดวกในแง่ของเวลาในการฝึกฝนก็ได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้การเรียนหนังหรือซีรีส์แนะนำให้เริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างเช่น หนังเกี่ยวกับชีวิตประจำวันก่อนหรือเลือกเรื่องที่เคยดูแล้ว จากนั้นจึงค่อยๆ ขยับหนังที่มีความซับซ้อนมากขึ้น หรือมีการใช้คำที่ยากขึ้นได้ตามความสะดวกของแต่ละคน

แนะนำวิธีทำข้อสอบภาษาอังกฤษเบื้องต้นสำหรับคนที่แปลไม่ออกเลย

แนะนำวิธีทำข้อสอบภาษาอังกฤษเบื้องต้นสำหรับคนที่แปลไม่ออกเลยการทำข้อสอบภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เราต้องเจอกันทุกคน ในบทความนี้จึงจะมาแนะนำ วิธีทำข้อสอบภาษาอังกฤษ สำหรับคนที่พื้นฐานคือไม่สามารถแปลภาษาอังกฤษได้เลย หรือต่อให้แปลได้ก็จะแปลได้เป็นคำๆ เท่านั้น พอมารวมประโยคก็ไม่สามารถแปลได้ ซึ่งวิธีแก้ในส่วนนี้จะเป็นการแก้เบื้องต้นและชั่วคราว หรือจะมองว่าเป็นทางลัดก็ได้ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 พาร์ท คือ การเตรียมตัวและการทำข้อสอบ โดยรายละเอียดมีดังต่อไปนี้ การเตรียมตัวก่อนการสอบเบื้องต้นแบบใช้เวเลาไม่นาน1.จำความหมายของ Wh question + How … (ตามหลัง) ให้ได้อันดับแรก วิธีทำข้อสอบภาษาอังกฤษ ที่ถือว่าสำคัญมาก คือการจำ Wh question + How ให้ได้มากที่สุด ว่าแต่ละอย่างแปลว่าอะไร เพราะถ้าเรารู้ว่าเขาถามอะไร เราก็จะรู้ได้ว่าต้องตอบอะไร แม้จะแปลช้อยส์ไม่ออกแม้แต่นิดเดียวก็ตาม•    what (อะไร), when (เมื่อไหร่), where (ที่ไหน), who (ใคร), whom (ใคร/กรรม), which (อันไหน), whose (ของใคร), why (ทำไม) และ how (อย่างไร)•    How long (นานเท่าไหร่) , How old (อายุเท่าไหร่) , How mush (ราคาเท่าไหร่) , How many (มีกี่อัน) 2.จำคำกริยาให้ได้มากที่สุด การจำคำกริยาให้มากที่สุด คือ การรู้การกระทำของประธาน เพื่อที่จะได้จับประโยคได้ว่า ประธานกำลังทำอะไรกันแน่ ในจุดนนี้สามารถหาคำศัพท์เกี่ยวกับคำกริยามาท่องจำกันได้ 3.จำรูปแบบของ Tense อดีต ปัจจุบัน อนาคตการจำรูปแบบของ Tense ก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้เรารู้เรื่องของเวลาว่าอยู่ในช่วงไหน ทั้งนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องจำให้หมด แต่ให้รู้คร่าวๆ ว่าหน้าตาแต่ละ Tense มีลักษณะเป็นอย่างไร เพราะส่วนใหญ่แล้วถ้าเกิดคำถามมารูปแบบอดีต “คำตอบ” ก็มาในรูปแบบอดีตเช่นเดียวกัน  เริ่มต้นทำข้อสอบลุยได้แม้ไม่สามารถแปลได้หมด1.มองหา Wh question + How … หรือถ้าหากเป็น DO ก็ให้วงไว้เริ่มจากการหาเลยว่า Wh question + How ในข้อสอบที่เป็นในส่วนคำถาม หรือเป็นในส่วนของบทสนทนาว่าแปลว่าอะไร เท่านี้ก็จะหาจุดมุ่งหมายของการหาคำตอบในการสอบข้อนั้นๆ ได้2.มองหาคำกริยาในประโยคเพราะมักจะเจอประธานนำหน้าเสมอให้ทำการกวาดตาให้หมดมองหาคำ กริยาแล้ววงกลมไว้ ก่อนจะไปดูคำหน้ากริยาว่าประธานคืออะไร เพราะ 2 อย่างนี้จะอยู่ติดกันเสมอ เราจะเดาได้ว่าประธาน + กิริยา กำลังทำอะไร3.อ่านไปเรื่อยๆ ให้สิ้นสุด . เป็นอันจบประโยคประโยคของภาษาอังกฤษจะจบเมื่อ . เท่านั้น หากมีเครื่องหมาย , แสดงว่าใจความยังอยู่ในประโยคเดิม และหลังจากคำกริยาคือประโยคส่วนขยายทั้งหมด4.ลองอ่านดูประโยคคร่าวๆ ว่าเป็น Tense แบบไหน สรุป วิธีทำข้อสอบภาษาอังกฤษ ที่เหมาะกับคนแปลไม่ออกเลยเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่า วิธีทำข้อสอบภาษาอังกฤษ สำหรับคนที่แปลไม่ออกเลยเป็นวิธีการชั่วคราวเท่านั้น คือไม่สามารถใช้ได้อย่างถาวร และสามารถนำไปใช้จริงได้ในชีวิตประจำวัน เหมาะกับการแก้ปัญหาฉุกเฉินก่อนเข้าสอบเพียงไม่กี่สัปดาห์ หรือเหมาะกับมือใหม่ที่จำเป็นจะต้องเริ่มต้นอะไรสักอย่าง แต่เริ่มต้นไม่ถูก สุดท้ายการเรียนภาษาอังกฤษก็จะเป็นที่จะต้องใช้ทั้งชั่วโมงบินที่เยอะในการเรียน ความขยัน และความเข้าใจอย่างครบถ้วน ภาษาอังกฤษของทุกคนถึงจะพัฒนาขึ้นได้

จัดตารางเรียนภาษาอังกฤษอย่างไรถึงเวิร์คกับตัวเอง

จัดตารางเรียนภาษาอังกฤษอย่างไรถึงเวิร์คกับตัวเองในการเรียนภาษาอังกฤษความสม่ำเสมอในแต่ละวันถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้บ่อยๆ ทำซ้ำๆ ทุกวันจึงจะสามารถเก่งได้ ในบทความนี้จึงจะมาแนะนำวิธีจัด ตารางเรียนภาษาอังกฤษ อย่างไรให้เวิร์คมากที่สุด ซึ่งทุกคนสามารถที่จะนำไปปรับใช้ได้ตามสะดวก โดยยึดหลักไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป เวลาเรียนต้องรู้สึกสบายใจ อย่าเครียดจนเกินไปเพราะสุดท้ายจะกลายเป็นว่าเราเทที่จะไม่เรียนภาษาอังกฤษได้ แนะนำวิธีจัด ตารางเรียนภาษาอังกฤษ แบบมีประสิทธิภาพก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า วิธีจัด ตารางเรียนภาษาอังกฤษ จะต้องรู้ว่าอยากจะเรียนเรื่องไร โดยสามารถแบ่งออกเป็นแบบพื้นฐานได้ คือ การพูด การฟัง การอ่าน การเขียน ในส่วนนี้สามารถแบ่งได้ตามความถนัด อันไหนถนัดมากหน่อยอาจจะใช้เวลาในการน้อยหน่อยเป็นต้น โดยการจัดตารางเรียนจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้•    ใน 1 สัปดาห์จะเรียนทั้งหมดกี่วันและจะเรียนวันละกี่ชั่วโมงทุกคนจะต้องกำหนดให้ชัดเจนเลยว่า ใน 1 สัปดาห์จะเรียนกี่วัน แต่ขอแนะนำว่าอย่าเรียนทุกวันให้ตัวเองได้มีเวลาพักผ่อน เพื่อลดอาการเบิร์นเอา และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดชั่วโมงในการเรียนให้ชัดเจน ห้ามลดจากที่กำหนดไว้เป็นอันขาด เพื่อสร้างนิสัยให้คุ้นเคยกับการเรียนได้มากที่สุด•    หาเวลาที่ดีที่สุดที่เหมาะแก่การเรียนของตัวเองในการจัด ตารางเรียนภาษาอังกฤษ ต้องหาเวลาที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด มีสมาธิมากที่สุด และไม่มีสิ่งใดมารบกวน ทำให้เราจดจ่อกับการเรียนได้ โดยส่วนใหญ่คนมักจะเลือกตอนเช้าช่วงตอนตื่นนอน ตอนเย็นหลังจากกลับมาที่บ้าน หรือแม้แต่จะเป็นช่วงกลางคืนที่ถือว่ามีความเงียบสร้างสมาธิได้เยอะ•    ทำ To Do List อย่างละเอียดว่าจะต้องเรียนอะไรบ้างเมื่อเรากำหนดช่วงเวลาที่จะเรียนได้เป็นที่เรียบร้อย ทีนี้เราก็ต้องมาประเมินตัวเองก่อนว่า อยากจะเรียนในเรื่องของอะไรบ้าง มีจุดไหนที่ยังไม่เก่ง หรือไม่เข้าใจอยู่หรือไม่ พยายามจดสิ่งนี้ออกมาเป็นแอคชั่น เพื่อที่เราจะได้เห็นว่าจะต้องเรียนอะไร เช่น ไม่เข้าใจเรื่อง Tense เกี่ยวกับ อนาคต เราก็ทำ To Do List แบบนี้จุดลงไปได้เลย•    นำ To Do List ที่จดไว้มาจัดลงในแต่ละวันว่าจะเรียนอะไรทีนี้เมื่อทำ To Do List เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญว่าควรเรียนอันไหนก่อน อันไหนหลัง ซึ่งสามารถพิจารณาแบบง่ายๆ ก็คือ เลือกเรียนในเรื่องที่ควรรู้ก่อน ก่อนที่จะเรียนเนื้อหาในส่วนต่อไป เพราะถ้าเลือกเรียนข้ามขั้นก็จะทำให้เรางง และประสิทธิภาพในการเรียนลดลงได้ ทำตาม ตารางเรียนภาษาอังกฤษ ทุกวันพัฒนาได้ชัวร์สรุปแล้วการเรียนภาษาอังกฤษไม่สามารถสำเร็จได้ภายในวันหรือสองวัน แต่ต้องใช้ระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีเพื่อที่จะพัฒนาภาษาให้เก่งที่สุด การทำตาม ตารางเรียนภาษาอังกฤษ ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ นำไปสู่ความสม่ำเสมอ และสร้างนิสัยที่ดีในระยะยาวได้ ดังนั้นหากเรามีใจมุ่งมั่นใจจริงๆ แนะนำให้ลุยได้เลย อย่าได้คิดไปก่อนว่าเรียนไปอาจจะไม่มีประโยชน์ หรือคิดในเชิงลบเพื่อบั่นทอนตัวเองเด็ดขาด